Back

สวธ. ร่วม Show & Share โครงการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ร่วมงาน Show & Share โครงการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

วันที่ 2 กันยายน 2569 ณ บริเวณโถงอาคาร ชั้น ๑ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยได้นำโครงการด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมและโครงการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านศิลปะหัตถศิลป์ เครื่องปั้นดินเผาของชุมชนบ้านหม้อ ตำบลเขวา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

อภิปรายผลการดำเนินงานโครงการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม

1. กระบวนการทำงานของโครงการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม

การดำเนินโครงการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม มุ่งดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงกับพันธกิจ ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายของมหาวิทยาลัย รวมทั้งตอบสนองต่อบริบทและความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการโครงการ ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน การติดตามประเมินผล และการนำผลไปปรับปรุงพัฒนา

🥰 ในขั้นตอน การวางแผน (Plan) สำนักศิลปะและวัฒนธรรมมีการวิเคราะห์บริบท จุดเด่น และทุนทางวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยและท้องถิ่น รวมทั้งพิจารณาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ นักศึกษา บุคลากร ชุมชน ศิลปิน ภูมิปัญญาท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดประเด็นและออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับพันธกิจและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลผลิต และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

🥰 ในขั้นตอน การดำเนินงาน (Do) เน้นการมีส่วนร่วมและการบูรณาการระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน โดยนำองค์ความรู้ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาเป็นกิจกรรมหรือผลงานที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ตลอดจนบูรณาการกับการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และกิจกรรมพัฒนานักศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ในหลายมิติ

🥰 ในขั้นตอน การตรวจสอบและประเมินผล (Check) มีการติดตามผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดทั้งในระดับผลผลิตและผลลัพธ์ เช่น จำนวนและกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วม ระดับความพึงพอใจ ความรู้และทักษะที่ได้รับ การมีส่วนร่วมของชุมชน ผลงานหรือองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น ตลอดจนการนำผลที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ มีการรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโครงการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อนำมาวิเคราะห์ประสิทธิผลของโครงการ

🥰 สำหรับขั้นตอน การปรับปรุงและพัฒนา (Act) สำนักฯ นำผลการประเมิน ข้อเสนอแนะ และบทเรียนจากการดำเนินงานมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานในรอบต่อไป รวมทั้งพัฒนาองค์ความรู้และรูปแบบกิจกรรมให้มีความเหมาะสม ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถสร้างคุณค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ดังนั้น กระบวนการทำงานของโครงการจึงมีลักษณะเป็น กระบวนการบริหารจัดการที่มุ่งผลลัพธ์ (Outcome-based Management) โดยไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะความสำเร็จของกิจกรรมหรือจำนวนผู้เข้าร่วมเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน บุคลากร ชุมชน และสังคม รวมถึงการนำองค์ความรู้และผลงานไปใช้ประโยชน์และต่อยอดในระยะยาว

⸻

2. สิ่งที่ได้จากโครงการ

ผลจากการดำเนินโครงการสามารถพิจารณาได้ตั้งแต่ระดับ Output → Outcome → Impact ดังนี้

1) ผลผลิต (Output)

โครงการสามารถดำเนินกิจกรรมตามแผนที่กำหนดไว้ เกิดผลงาน องค์ความรู้ สื่อสร้างสรรค์ กิจกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งเกิดการมีส่วนร่วมของนักศึกษา บุคลากร ชุมชน และภาคีเครือข่ายตามเป้าหมาย

2) ผลลัพธ์ (Outcome)

ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียน การทำงาน และการดำเนินชีวิต ขณะเดียวกันชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับมหาวิทยาลัย มีโอกาสนำเสนอและถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและตระหนักถึงคุณค่าของทุนทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น

3) ผลกระทบ (Impact)

ในระดับที่กว้างขึ้น โครงการมีส่วนช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมและเรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนช่วยยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรม และเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

นอกจากนี้ การดำเนินโครงการยังทำให้เกิด องค์ความรู้และต้นแบบการดำเนินงาน ที่สามารถนำไปขยายผลสู่โครงการอื่น ชุมชนอื่น หรือกลุ่มเป้าหมายอื่นได้ ส่งผลให้การลงทุนด้านงบประมาณและทรัพยากรของมหาวิทยาลัยก่อให้เกิดคุณค่าในระยะยาวมากกว่าผลสำเร็จของกิจกรรมเพียงครั้งเดียว

⸻

3. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

จากการดำเนินงานพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการประกอบด้วย

1) ภาวะผู้นำและการสนับสนุนของผู้บริหาร

การที่ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม มีการกำหนดทิศทาง สนับสนุนทรัพยากร และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน ส่งผลให้บุคลากรสามารถขับเคลื่อนโครงการไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการ การออกแบบกิจกรรม การดำเนินงาน และการประเมินผล ทำให้โครงการตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและเกิดความเป็นเจ้าของร่วมกัน

3) การทำงานแบบบูรณาการและสร้างเครือข่าย

การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินงานและทำให้สามารถใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4) การใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นฐาน

การออกแบบโครงการจากทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่จริงในพื้นที่ ทำให้กิจกรรมมีความสอดคล้องกับบริบทและมีความหมายต่อชุมชน อีกทั้งสามารถนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านกระบวนการสร้างสรรค์และนวัตกรรม

5) ศักยภาพและความร่วมมือของบุคลากร

บุคลากรมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งมีความสามารถในการประสานงานและปรับตัวต่อสถานการณ์ ส่งผลให้การดำเนินงานสามารถบรรลุเป้าหมายภายใต้ทรัพยากรและระยะเวลาที่กำหนด

6) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

การนำเทคโนโลยีดิจิทัล สื่อออนไลน์ และรูปแบบการนำเสนอที่สร้างสรรค์มาใช้ในการจัดกิจกรรมและเผยแพร่ผลงาน ช่วยขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ และเพิ่มโอกาสในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรมในวงกว้าง

7) ระบบติดตาม ประเมินผล และการจัดการความรู้

การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การประเมินตามตัวชี้วัด และการถอดบทเรียนหลังดำเนินโครงการ ทำให้หน่วยงานสามารถเรียนรู้จากผลการดำเนินงานจริง และนำข้อมูลไปปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในรอบต่อไป

⸻

สรุปผลการอภิปราย

โดยภาพรวม การดำเนินโครงการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมประสบความสำเร็จจากการบริหารจัดการที่เป็นระบบและมุ่งเน้นผลลัพธ์ โดยใช้ PDCA เป็นกลไกในการพัฒนากระบวนการ และใช้แนวคิด Output–Outcome–Impact ในการสะท้อนคุณค่าที่เกิดขึ้นจากโครงการ

จุดสำคัญของการดำเนินงาน คือ การเปลี่ยนจากแนวคิด “การจัดกิจกรรมเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม” ไปสู่ “การสร้างคุณค่าจากศิลปวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้ การพัฒนาคน และการพัฒนาท้องถิ่น” โดยมีมหาวิทยาลัย ชุมชน และภาคีเครือข่ายร่วมกันเป็นกลไกขับเคลื่อน

ผลการดำเนินงานจึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะความสำเร็จของตัวชี้วัดเชิงปริมาณ แต่ยังสะท้อนถึงการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนและบุคลากร การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การอนุรักษ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการสร้างต้นแบบที่สามารถนำไปต่อยอดได้ อันนำไปสู่การสร้าง คุณค่าทางการศึกษา คุณค่าทางสังคม และคุณค่าทางวัฒนธรรม อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน